Civil Engineering CMU

Course Explorer
banner ce 215

Structural Materials and Testing

สื่อการสอนวิชาวัสดุโครงสร้างและการทดสอบ

วัสดุโครงสร้างในปัจจุบันมีหลายประเภท เช่น ไม้ เหล็ก คอนกรีต เป็นต้น  ซึ่งมีความจำเป็นต่อสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติตรงตามที่มาตรฐานกำหนดไว้ และเพื่อให้ได้คุณสมบัติต่าง ๆ ที่เราต้องการ เช่น คุณสมบัติในการรับแรงดึง คุณสมบัติในการรับแรงดัด ฯลฯ เพื่อใช้ในการคำนวณออกแบบโครงสร้างทั่วไป จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบวัสดุในแต่ละประเภท

 ปฏิบัติการชุดนี้ แบ่งการทดสอบวัสดุออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • การทดสอบวัสดุคอนกรีต
  • การออกแบบส่วนผสมคอนกรีต และการควบคุมคุณภาพของคอนกรีต
  • การทดสอบเหล็ก
  • การทดสอบไม้
  • การทดสอบอิฐ

 ดังนั้น สื่อการสอนวิชาวัสดุงานโครงสร้างและวิธีทดสอบได้ถูกจัดทำขึ้น สำหรับนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบุคคลภายนอกที่สนใจ เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุโครงสร้าง มีความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสมบัติของวัสดุโครงสร้าง วิธีการทดสอบ และการตรวจสอบวัสดุงานโครงสร้าง รวมไปถึงการรายงานผล

โดยได้รวบรวมข้อมูลอ้างอิงรูปแบบ และวิธีการทดสอบจากสถาบันระดับชาติที่ได้รับการยอมรับรวมถึง มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ของ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังมือง (มยผ.) มาตรฐานเอเอสทีเอ็มนานาชาติ (ASTM International) มาตรฐานสถาบันคอนกรีตอเมริกัน (American Concrete Institute - ACI) และมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) จุดประสงค์ของสื่อการสอนนี้ ได้มีเป้าหมายให้นักศึกษาและผู้สนใจได้

  • เข้าใจคุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุที่สำคัญในงานวิศวกรรมโยธา
  • เข้าใจกระบวนการทดสอบ และสามารถปฏิบัติตามกระบวนการทดสอบวัสดุเพื่อหาค่าคุณสมบัติต่างๆ
  • วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการทดสอบ และสามารถวิจารณ์ผลลัพธ์ได้

 

แนวทางในการเขียนรายงาน

[ผศ.ดร. อนุสรร์ อินทรังษี]

การทดสอบวัสดุทางวิศวกรรมอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภทดังนี้

  1. การทดสอบตามมาตรฐาน เพื่อเอาผลไปใช้ในงานวิศวกรรม
  2. การทดสอบเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของวัสดุ
  3. การทดสอบเพื่อเรียนรู้วิธีทดสอบวัสดุ
  4. การทดสอบเพื่อค้นคว้าวิจัยพฤติกรรมของวัสดุที่ไม่เคยรู้มาก่อน

การทดสอบในวิชาปฏิบัติการในหลักสูตรของวิชาวิศวกรรม โยธา มีวัตถุประสงค์ข้อ 2 และ 3 ร่วมกัน ถึงแม้การทดสอบหลาย อันจะเป็นการทดสอบมาตรฐานที่ใช้ในข้อ 1 นักศึกษาจึงพึงคำนึงถึง วัตถุประสงค์ทั้ง 2 ข้อในระหว่างการทดสอบและในการเขียนรายงาน การเขียนรายงานที่ดีและสนองวัตถุประสงค์ทั้ง 2 ข้อข้างต้น มีข้อแนะนำ ดังนี้

1. บทนำหากจะเขียนบทนำอย่าเขียนว่า “หากผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย..” หรืออะไรทำนองนี้ เราไม่ได้เขียนสูจิบัตรงานแต่ง หรืองานศพ ในรายงานทางวิชาการหรือวิชาชีพผู้เขียนไม่ควรเรียกร้องขอการให้อภัย ต้องแสดงความมั่นใจว่าการทดลองนั้นถูกต้อง ถ้าผิดก็ต้องยอมรับผิด ในรายงานเพื่อการเรียนก็เช่นกัน เมื่อบกพร่องก็ต้องยอมรับในคะแนนที่ได้ไม่ใช่มาร้องขอความเห็นใจ

2. วัตถุประสงค์ของการทดลองที่ “คู่มือการทดลอง” เขียนไว้ ไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขของเขา และไม่ต้องลอกใหม่ถ้าสามารถถ่ายเอกสารหรือแนบเอกสารเดิมไปได้ อย่าเสียเวลาทำงานที่ไม่ได้ใช้สมอง!

3. รายการเครื่องมือทดลอง ควรตรวจสอบว่าเมื่อเข้าห้องปฏิบัติการจริงแล้ว ได้เครื่องมือครบตามนั้น หรือถูกต้องตามนั้นหรือเปล่า เช่นเครื่องทดสอบต้องใช้คนละรุ่นกับที่ระบุในคู่มือการทดลอง เมื่อพบกรณีเหล่านี้ต้องระบุไว้ในรายงาน

4. รายการวัสดุที่จะต้องทดสอบ บางครั้งอาจไม่ได้ตามที่ระบุไว้ในคู่มือการทดลอง หรือได้แต่ไม่เหมือนหรือไม่ได้ตามมาตรฐานต้องระบุในรายงานเช่นกัน

5. วิธีการทดลอง หัวใจสำคัญของการทดลองคือการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง และบันทึกไว้อย่างละเอียด (ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ) ตามจริง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของเราเองพฤติกรรมของวัสดุที่ทดสอบ พฤติกรรมของเครื่องมือที่ใช้ อย่าลอกตาม “คู่มือการทดลอง” เขียนไว้ทุกประการ (เราทำได้จริงตามนั้นหมดหรือ?) ดังนั้น รายงานวิธีการทดลองจึงไม่ควรเขียนเป็นประโยคคำสั่งเช่นที่เขียนไว้ใน “คู่มือการทดลอง” เช่น ประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ให้......” หรือประโยคแนะนำ เช่น ประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ควร......” ทางที่ดีควรเขียนประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ได้......” ซึ่งจะได้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ได้ทำไปแล้วในห้องทดลอง

6. ผลการทดลองควรใช้ตารางหรือกราฟช่วยในการรายงานผลทุกกรณีที่สามารถทำได้ วิศวกรมีความสามารถพิเศษกว่าคนในวิชาชีพอื่นคือเรามีความถนัดในการใช้ตารางหรือกราฟสื่อความหมาย ทำให้เข้าใจได้ง่าย เพราะฉะนั้น พึงใช้ให้เป็นประโยชน์

7. การวิเคราะห์วิจารณ์ผลการทดลอง มีแนวในการวิเคราะห์ วิจารณ์ดังนี้

  • วิเคราะห์วิจารณ์วัสดุหรือตัวอย่างที่ทดสอบ ปกติการที่จะบอก ว่าวัสดุมีคุณสมบัติเป็นอย่างไรในเชิงคุณภาพ ควรต้องมีตัว เปรียบเทียบ เช่นเราจะบอกว่าเหล็กมีกำลังรับแรงดึงสูงหรือ ต่ำเราต้องรู้ก่อนว่าเหล็กประเภทที่ทดสอบนั้น ปกติมีกำลังเท่า ไหร่ ฉะนั้น จึงต้องค้นหนังสือหาค่าปกติดังกล่าว อย่าพูดวิจารณ์ ลอยๆ โดยที่ไม่รู้ส่าค่านั้นสูงต่ำมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้อง วิจารณ์ดีกว่า
  • วิจารณ์วิธีทดสอบ เราคงไม่วิจารณ์วิธีมาตรฐานที่เขาที่กำหนด ให้ แต่เราสามารถวิจารณ์วิธีที่เราทำจริงกรณีที่วิธีทำของเรา ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และอาจส่งผลให้การทดลองผิดพลาด และควรอย่างยิ่งที่จะต้องหยิบมาวิเคราะห์วิจารณ์ทุกกรณีที่การ ทดสอบผิดเพี้ยนไปจากวิธีมาตรฐาน
  • อย่ารีบบอกว่า“การทดลองผิดพลาด.....” จริงอยู่ การทดลองทุกชนิดมี “error” แต่ error ในระดับหนึ่งก็ถือว่ายอมรับได้หรือดีมากแล้ว ก็ต้องไม่พูดต่อ มิฉะนั้นผู้อ่านจะเกิดความไม่ มั่นใจในผลการทดลองที่ได้ จะยอมรับว่าการทดลองผิดพลาดก็ ต่อเมื่อดูผลแล้วเห็นได้ชัดว่าผิดจากค่าที่รู้กันทั่วไป
  • อันที่จริงerror ในการทดลอง แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ mistake ซึ่งเป็นความพลาด ในการทดลอง ซึ่งน่าจะเห็นได้ ชัดเจนจากการทบทวนวิธีการทดลอง กับ inaccuracy หรือ ความผิดเพี้ยน ซึ่งจะพูดก็ต่อเมื่อผลที่ได้ หยาบกว่าที่ควรจะ ทำได้ สำหรับเครื่องมือและวิธีการทดลองที่ใช้ก็ต้องวิเคราะห์ หาสาเหตุให้ด้วย ซึงมักจะหาสาเหตุไม่ได้ชัดเจนนักและบ่อยครั้ง ก็อาจนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ได้ กลายเป็นสิ่งที่ดีไป (การค้นพบ ทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นเกิดด้วยเหตุนี้)

การนำเสนอผลงาน

 

[อ.ดร. มานพ แก้วโมราเจริญ]

การนำเสนอหรือพรีเซนต์เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทดลอง เพื่อนำข้อมูล การคำนวณ และบทวิเคราะห์เสนอต่อผู้อื่น การนำเสนอ ที่ดีช่วยให้ผู้ทำการทดลองสามารถสื่อสารถึงผู้รับฟังได้อย่างครบถ้วน ซึ่ง แนวทางในการเสนอทั่วไป ควรมีลักษณะดังนี้

  1. มีการเตรียมพร้อมและเตรียมตัวอย่างดี ก่อนการนำเสนอ ทั้ง เครื่องมือที่ช่วยนำเสนอ รวมถึงตัวผู้นำเสนอเองที่ได้ซักซ้อม การนำเสนอล่วงหน้า
  2. เข้าใจในเนื้อหาทุกอย่างที่ต้องการนำเสนอ และพร้อมที่จะตอบ คำถามที่เกี่ยวข้องที่อยู่นอกเหนือการนำเสนอนั้น
  3. ให้ใช้เครื่องมือสื่อสารช่วย อาทิเช่น PowerPoint, Impress, Keynote หรือซอฟต์แวร์อื่นๆ ตามความเหมาะสม
  4. ทราบถึงระยะเวลาในการนำเสนอ และวางแผนในการนำเสนอ ให้สอดคล้องกับเวลานั้น อย่าใช้เวลามากเกินไปหรือน้อยเกินไป
  5. การพรีเซนต์ที่ดีนั้นผู้พรีเซนต์จะเป็นศูนย์กลางของการนำเสนอ ไม่ใช่ตัวเนื้อหาที่อยู่บนจอภาพ ดังนั้นการออกไปอ่านเนื้อหา แสดงถึงความไม่พร้อม และยังไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย

การจัดเตรียมเนื้อหาสำหรับนำเสนอ

  1. เนื้อหาในการนำเสนอต้องกระชับ และครบถ้วน
  2. พยายามใส่รูปภาพ(ที่สื่อความหมาย) รูปภาพที่ดีสามารถช่วยให้ ผู้นำเสนอ กับผู้ฟังสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  3. ระวังการใช้ตัวอักษรที่มีขนาดเล็กเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ในเนื้อหา ตัวอักษรในตาราง หรือตัวอักษรในรูปภาพ หากคุณ อ่านไม่ออก แน่นอนว่าผู้รับฟังย่อมอ่านไม่ออก
  4. ระวังการใช้ สี หรือลูกเล่นที่เกินความจำเป็น นอกจากจะทำให้ดู ได้ยากแล้ว ยังทำให้เกิดความน่ารำคาญอีกด้วย
  5. เนื้อหาที่ไม่ต้องการนำเสนอ ให้นำออกจากตัวสไลด์ที่จะปรากฏ บนหน้าจอภาพ หากคุณไม่ต้องการนำเสนอและจะใส่เข้าไป ทำไม