Civil Engineering CMU

Course Explorer
banner ce 215

C3: Concrete Mix Proportioning

บทนำ  

ในงานคอนกรีตใดๆถ้าสามารถผสมคอนกรีตให้มีความข้นเหลวสม่ำเสมอกันทุกครั้งคอนกรีตที่แข็งตัวแล้วจะมีเนื้อแน่นและมีกำลังแข็งแรงสม่ำเสมอดีทั่วตลอด การที่ผสมคอนกรีตให้ได้ดีเหมือนกันทุกครั้ง นอกจากจะวัดสัดส่วนของปูนซีเมนต์ ทราย หิน ให้ถูกต้องตามสภาพการทำงาน และให้น้ำปูนกระจายหุ้มหิน ทราย และเหล็กเสริมในงานคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยไม่มีรูโพรง ไม่มีการแยกตัวของวัสดุผสมและไม่มีน้ำเยิ้มมากบนผิวแล้ว คอนกรีตที่เพิ่งผสมใหม่ๆ ซึ่งยังเหลวพอเทได้หรือที่เรียกว่าคอนกรีตสด (Fresh Concrete) ต้องมีความสามารถในการเทเข้าแบบได้ดีด้วย (Workability) สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติของคอนกรีตสด

ความสามารถเทได้ (Workability) ความสามารถเทได้เป็นคุณสมบัติที่ต้องการอย่างหนึ่งของคอนกรีตสด หมายถึง การที่คอนกรีตสดสามารถไหลเข้าแบบหล่อได้ดี ทำให้แน่นตัวได้ง่ายและคอนกรีตที่หล่อได้ปราศจากรูโพรงต่างๆ กล่าวคือ ช่องว่างทั้งสิ้นระหว่างวัสดุผสมจะต้องมีซีเมนต์เพสท์บรรจุเต็ม เหล็กเสริมก็ต้องมีคอนกรีตหุ้มอยู่ได้อย่างดี และต้องไม่มีการแยกขนาดของส่วนผสมคอนกรีต  ความสามารถเทได้ของคอนกรีตขึ้นอยู่กับ

  1. ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมคอนกรีต ซึ่งอยู่ในเทอมของอัตราส่วนของน้ำต่อซีเมนต์ กล่าวคือถ้าใช้น้ำมากเกินพอ คอนกรีตจะเหลวเละและเทลงในแบบหล่อได้ง่าย แต่กำลังความแข็งแรงของคอนกรีตจะลดลง ควรใช้ปริมาณน้ำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เกิดความสามารถเทได้ในขั้นดี
  2. รูปร่างและส่วนขนาดคละของวัสดุผสม ถ้าใช้วัสดุผสมที่มีลักษณะเป็นก้อนกลมจะทำให้ได้ "ความสามารถเทได้" ดีกว่าวัสดุผสมที่มีรูปเป็นเหลี่ยมเป็นมุม วัสดุผสมที่มีความลดหลั่นของขนาดอยู่ในพิกัด ทำให้ได้คอนกรีตมีเนื้อแน่นสม่ำเสมอต้องการปริมาณน้ำผสมน้อย มีคุณภาพดีและทำงานง่าย
  3. ปริมาณซีเมนต์และชนิดของซีเมนต์ ปริมาณซีเมนต์มีผลมาจากอัตราส่วนระหว่างน้ำต่อซีเมนต์ ถ้าใช้ซีเมนต์ที่ละเอียดจะมีผลทำให้ได้คอนกรีตที่เทเข้าแบบได้ง่ายกว่าปริมาณสารกระจายกักฟองอากาศ ถ้าใช้ในปริมาณที่พอเหมาะคอนกรีตจะมีความสามารถเทได้ง่าย แต่ถ้าใช้มากเกินไปจะทำให้กำลังของคอนกรีตลดลงอีก ทั้งความคงทนก็มิได้เพิ่มขึ้น
  4. สารเคมีผสมเพิ่ม สารเคมีผสมเพิ่มบางชนิด เช่น พวก Hydrated Lime, Bentonite และ Fly Ash จะช่วยให้คอนกรีตมีความสามารถเทได้ดีขึ้น และนอกจากนั้นจะช่วยแก้การเยิ้มที่ผิวหน้าของคอนกรีต
  5. เวลาและอุณหภูมิ ถ้าทิ้งคอนกรีตที่เพิ่งผสมเสร็จใหม่ๆไว้นานเกินกว่า 15นาที คอนกรีตจะมีความสามารถเทได้ต่ำลง หรืออาจแข็งตัวไปเลย หากใช้อัตราส่วนของน้ำต่อซีเมนต์น้อยเกินไปการเทคอนกรีตในวันที่อากาศร้อนหรืออุณหภูมิสูง ควรเพิ่มปริมาณน้ำที่จะใช้ผสมคอนกรีตให้มากขึ้นเล็กน้อย เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษา "ความสามารถเทได้ ของคอนกรีตให้คงที่

การทดสอบหาปฏิภาคส่วนผสมของคอนกรีตและคุณสมบัติของคอนกรีตสด

Concrete mix propotioning test and fresh concrete property test

วัตถุประสงค์          

  1.  เพื่อคำนวณหาปฏิภาคส่วนผสมของคอนกรีต
  2. เพื่อทดสอสบหาความข้นเหลวของคอนกรีตสดที่ปฏิภาคส่วนผสมต่าง ๆ โดยใช้วิธีทดสอสบค่าการยุบตัวและการใช้โต๊ะการไหลแผ่มาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง

มาตรฐาน ASTM C 143 , C 124

วัสดุทดสอบ

คอนกรีตที่มีมวลรวมใหญ่สุดไม่เกิน 38 มม. (1 ½”)

หมายเหตุ

ให้ผสมคอรกรีตในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการหล่อแท่งตัวอย่างสำหรับการทดสอบในตอนที่ 2, 3 และ 4 ดังนี้

  1.   ตัวอย่างรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซม. สูง 30 ซม. จำนวน 3 ตัวอย่าง                     
  2.   ตัวอย่างรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. สูง 20 ซม.จำนวน 3 ตัวอย่าง                               
  3.   ตัวอย่างรูปคานหน้าตัดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 10 x 10 ซม. ยาว 50 ซม.  จำนวน 3 ตัวอย่าง                            
  4.   ตัวอย่างรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาด 15 x 15 ซม. สูง 15 ซม. จำนวน 3 ตัวอย่าง

เครื่องมือทดสอบ

  1. กรวยเหล็กสำหรับวัดการยุบตัว ซึ่งเป็นรูปกรวยตัดทำด้วยแผ่นโลหะ ตอนล่างมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 200 มม. (8”) ตอนบนมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 100  มม. (4”) และสูง 300 มม. (12”) มีหูสำหรับยกทั้งสองข้าง
  2. โต๊ะการไหลแผ่มาตรฐาน (Standard Flow Table) เป็นฐานแผ่นเรียบทำด้วยโลหะ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 762 มม. (30”) มีเครื่องหมุน ซึ่งสามารถยกโต๊ะการไหลมาตรฐานให้ขึ้นและปล่อยให้ตกลงได้เป็นระยะ 12.7 มม. ( ½ ”)
  3. แบบรูปกรวยตัด (Frustum cone) ตอนบนมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 171 มม.  (6 ¾”) ตอนล่างมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 254 มม. (10”) และสูง 127 มม. (5”)
  4. เหล็กกระทุ้ง เป็นแท่งเหล็กกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มม. (5/8”) ยาวประมาณ 600 มม. (24”) ปลายกลมมน
  5. เครื่องวัดระยะการยุบตัว
  6. เกรียงเหล็กและแปรงเหล็ก
  7. แผ่นเหล็ก
  8. ไม้บรรทัด

ทฤษฎี

การออกแบบส่วนผสมคอนกรีตเพื่อให้ได้คอนกรีตที่มีความข้นเหลวเหมาะสำหรับการทำงาน เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วมีกำลังและความคงทนตามที่ต้องการในราคาที่ประหยัด มีวิธีการทำ 2 ขั้นตอน คือ

  •    การเลือกวัสดุประกอบที่เหมาะสม
  •    การคำนวณหาสัดส่วนของวัสดุผสม

การคำนวณหาวัสดุที่ใช้ในการผสมคอนกรีต สำหรับในงานเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องการกำลังคอนกรีตสูงมากหรือใช้ปริมาณคอนกรีตไม่มากนัก อาจกำหนดได้เลยโดยอาศัยข้อมูลหรือสถิติที่เคยปฏิบัติมาแล้วเป็นเกณฑ์ ดังในตารางที่ 1 สำหรับงานที่ต้องการควบคุมคุณภาพของคอนกรีตที่ได้ ก็จะมีวิธีการอยู่ 2 อย่าง คือ วิธีทดลองผสม และวิธีของ ACI

วิธีของ ACI ถูกเสนอโดยสถาบันคอนกรีตของอเมริกา เป็นวิธีที่ให้ผลค่อนข้างแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงและถูกต้อง ซึ่งจะต้องทราบถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของวัสดุที่ใช้ทำคอนกรีตเสียก่อน เช่น ค่าความถ่วงจำเพาะ  หน่วยน้ำหนัก  โมดูลัสความละเอียด และเปอร์เซ็นต์การดูดซึม สามารถดำเนินการเป็นขั้น ๆ ดังนี้

  1. เลือกค่าความยุบตัวที่เหมาะสมกับประเภทของงาน เพื่อให้ได้ความข้นเหลวพอที่จะทำงานได้สะดวก (ตารางที่ 2)
  2. เลือกขนาดโตสุดของวัสดุผสม ไม่ควรเกินกว่า 1/5 ของส่วนแคบที่สุดของแบบ หรือ 1/3 ของความหนาของแผ่นพื้น หรือ ¾ ของขนาดความห่างของเหล็กเสริมที่น้อยที่สุด(ตารางที่ 3)
  3. ประมาณปริมาณน้ำที่ผสมและปริมาณฟองอากาศที่เกิดขึ้น   ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดโตสุด  รูปร่าง และส่วนขนาดคละของวัสดุผสม (ตารางที่ 4)
  4. เลือกอัตราส่วนระหว่างน้ำต่อซีเมนต์ ขึ้นอยู่กับลักษณะที่คอนกรีตนั้นถูกนำออกไปใช้งานและกำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่ต้องการ (ตารางที่ 5 และ 6)
  5. คำนวณปริมาณซีเมนต์ที่ต้องใช้ เมื่อทราบปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรของคอนกรีต และอัตราส่วนระหว่างน้ำต่อซีเมนต์โดยน้ำหนักแล้ว ปริมาณซีเมนต์ที่ต้องใช้ในคอนกรีตต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรย่อมหาได้ซึ่งเท่ากับ ปริมาณน้ำจากชั้นที่ 3 หารด้วยอัตราส่วนจากชั้นที่ 4
  6. คำนวณปริมาณวัสดุผสมหยาบ ปริมาณของวัสดุผสมหยาบคิดเป็นน้ำหนักมีค่าเท่ากับปริมาตรของวัสดุผสมหยาบคูณด้วยหน่วยน้ำหนักของวัสดุผสมหยาบนั้น โดยพิจารณาได้จากตารางที่ 7
  7. ประมาณปริมาณวัสดุผสมละเอียด เมื่อได้ค่าต่าง ๆ ของส่วนผสมจนถึงลำดับที่ 6 แล้ว ปริมาณของวัสดุผสมละเอียดจะหาได้ดังนี้

       ปริมาตรเนื้อแท้ของวัสดุผสมละเอียด  =  ปริมาตรของคอนกรีต –ปริมาตรเนื้อแท้ของส่วนผสมต่าง ๆ (ยกเว้นทราย)

       โดยปริมาตรเนื้อแท้ของวัสดุคำนวณได้จากความถ่วงจำเพาะ และน้ำหนักของวัสดุ คือ

ปรับส่วนผสมเนื่องจากความชื้นของวัสดุผสม ตามปกติ วัสดุผสมที่ใช้งานจริงจะมีความชื้นสูงกว่าในสภาวะอิ่มตัวและผิวแห้ง ดังนั้นจึงต้องแก้ส่วนผสมให้เข้ากับสภาพจริง โดยเพิ่มน้ำหนักของวัสดุผสมขึ้นเท่ากับน้ำหนักน้ำที่ติดมา และลดน้ำในส่วนผสมออกในจำนวนเท่ากัน ในกรณีที่วัสดุผสมแห้งกว่าสภาวะอิ่มตัว ผิวแห้ง จะต้องแก้ส่วนผสมเช่นเดียวกันในทางตรงกันข้าม แล้วการปรับส่วนผสมด้วยการทดลองผสม

ตารางที่ 1 สัดส่วนการผสมคอนกรีตสำหรับงานประเภทต่าง ๆ

ตารางที่ 2 ค่าความยุบตัวของคอนกรีตที่ใช้สำหรับการก่อสร้างประเภทต่าง ๆ

ตารางที่ 3 ขนาดโตสุดขอวัสดผสมสำหรับงานก่อสร้างประเภทต่าง ๆ

ตารางที่ 4 ปริมาณน้ำที่ต้องการสำหรับค่าความยุบตัวและวัสดุผสมขนาดต่าง ๆ

ตารางที่ 5 อัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์สูงสุดโดยน้ำหนักที่ยอมให้ใช้ได้สำหรับคอนกรีตในสภาวะเปิดเผยรุนแรง

ตารางที่ 6 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์กับกำลังอัดประลัยของคอนกรีต

ตารางที่ 7 ปริมาตรของวัสดุผสมหยาบต่อหนึ่งปริมาตรของคอนกรีต

วิธีทดสอบความสามารถเทได้ (Workability) ของคอนกรีตไม่อาจทำได้โดยตรงแต่อย่างไรก็ตามคุณสมบัติที่สามารถวัดได้ คือ ความข้นเหลว (Consistency) ของคอนกรีต ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าคอนกรีตที่ผสมเสร็จใหม่ ๆ นั้น กระด้างพอดี เปียก หรือ เละ ความสามารถเทได้ของคอนกรีตจะเป็นที่พอใจ หากความข้นเหลวของคอนกรีตที่ผสมเสร็จใหม่ ๆ นั้น เหมาะสมที่จะทำให้คอนกรีตมีความแน่นตัวดีตามสภาพของแต่ละงาน

การทดสอบค่าการยุบตัวของคอนกรีต (Slump Test) เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ทดสอบหาความข้นเหลวของคอนกรีต ใช้กันทั่วไปทั้งในสนามและในห้องปฏิบัติการ วิธีนี้ทำได้ง่ายและเครื่องมือที่ใช้ก็ทำได้มากยากนัก ค่าการยุบตัวของคอนกรีตที่วัดได้สำหรับคอนกรีตที่มีอัตราส่วนผสมเดียวกันจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ใช้ผสมคอนกรีต ค่าการยุบตัวของคอนกรีตยิ่งน้อย กำลังของคอนกรีตที่ได้ยิ่งสูงขึ้น สำหรับคอนกรีตที่มีก้อนหินหรือกรวดขนาดโตกว่า 2 นิ้ว อยู่มาก การวัดหาค่าการยุบตัวโดยวิธีนี้จะไม่ได้ผลถูกต้องเพราะจะเทียบกันไม่ได้

การทดสอบหาค่าการไหลแผ่ของคอนกรีต เป็นกาทดสอบหาความข้นเหลว (Consistency) วิธีหนึ่ง โดยวัดค่าการกระจายของคอนกรีตที่ได้จากการกระจายของคอนกรีตที่ได้จากการใช้โต๊ะการไหลแผ่มาตรฐาน ซึ่งถูกยกให้ขึ้นและปล่อยให้ตกลงเป็นระยะ 12.7 มม. ( ½ ”) โดยจะต้องยกขึ้น-ลง เป็นจำนวน 15 ครั้ง ภายใน 15 วินาที ทำให้คอนกรีตแผ่กระจายไปรอบด้าน ค่าการไหลแผ่ของคอนกรีต เป็นเปอร์เซ็นต์ คำนวณได้จาก

                                

โดยที่

D1    =  เส้นผ่าศูนย์กลางของคอนกรีตที่แผ่กระจายออกโดยเฉลี่ย, ซม.

D0    =  เส้นผ่าศูนย์กลางเดิมขงคอนกรีตที่ฐาน มีค่าเท่ากับ 25.4 ซม.

 ค่าการไหลแผ่ (Flow) มีความสัมพันธ์กับค่าการยุบตัว (Slump) อย่างกว้าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 9

ตารางที่ 8 ค่าการยุบตัวของคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างประเภทต่าง ๆ

ตารางที่ 9 ความสัมพันธ์ระหว่างทำการไหลแผ่ละค่าการยุบตัว

วิธีทดสอบ

- การทดสอบหาค่าการยุบตัวของคอนกรีต (Slump Test of Concrete)

  1. นำกรวยเหล็กสำหรับวัดการยุบตัว (Slump Cone) มาทำให้เปียกชื้นเสียก่อน แล้วนำไปวางบนแผ่นเหล็ก โดยเอาปลายตัดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าให้อยู่ด้านล่างยึดกรวยเหล็กให้แน่นโดยเอาเท้าทั้งสองข้างเหยียบที่เหยียบไว้
  2. นำคอนกรีตที่ต้องการทดสอบหาค่าการยุบตัวเทลงไปในกรวยเหล็กให้ได้ปริมาตรประมาณ 1/3 ของปริมาตรของกรวยเหล็ก (ขั้นแรกจะสูงประมาณ 67 มม. แล้วกระทุ้งให้ลึกถึงแผ่นเหล็ก จำนวน 25 ครั้ง
  3. เติมคอนกรีตลงไปในกรวยเหล็กอีกประมาณ 1/3 ของปริมาตร (เติมให้สูงถึงระดับประมาณ 255 มม.) แล้วกระทุ้งให้ทั่ว 25 ครั้ง โดยให้ปลายเหล็กกระทุ้งถึงผิวบนของคอนกรีตชิ้นแรกเท่านั้น
  4. เติมคอนกรีตลงไปในกรวยเหล็กอีกจนล้น แล้วกระทุ้งให้ทั่ว  25 ครั้ง โดยให้ปลายเหล็กกระทุ้งถึงผิวบนของคอนกรีตชั้นที่สองเท่านั้น หากระดับของคอนกรีตต่ำกว่ากรวยเหล็กในระหว่างกระทุ้ง ให้เติมคอนกรีตให้เต็มอยู่เสมอ
  5. ปาดคอนกรีตที่ผิวบนของกรวยเหล็กโดยใช้ส่วนยาวของเหล็กกระทุ้งค่อย ๆ หมุนเลื่อนไปจนผิวเรียบ
  6. ยกกรวยเหล็กขึ้นในแนวดิ่งอย่างระมัดระวังและสม่ำเสมอโดยใช้เวลาในการยกประมาณ 5-10 วินาที คอนกรีตจะยุบตัวลง
  7. วัดค่าการยุบตัวของคอนกรีต โดยวัดค่าความแตกต่างระหว่างความสูงของกรวยเหล็กและความสูงของคอนกรีตที่ยุบตัวลงไป (วัดที่แนวแกนตั้ง)

หมายเหตุ :     ระยะเวลาในการทดสอสบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มใส่คอนกรีตจนกระทั่งยกกรวยเหล็กออกควรอยู่ในระยะเวลา 2 ½ นาที

(กดที่ Link สามารถดู VDO การทดสอบได้)

 

- การทดสอบหาค่าการไหลแผ่ของคอนกรีต (Flow Test of Concrete)

  1. ก่อนจะทำการทดลอง ให้ราดน้ำลงบนจานของโต๊ะการไหลแผ่มาตรฐาน พร้อมทั้งทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกให้หมด เอาฟองน้ำซับน้ำที่เหลือบนจานให้หมด
  2. วางแบบรูปกรวยตัดให้ตั้งบนกลางจานของโต๊ะ การไหลแผ่มาตรฐาน โดยให้ปลายตัดที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าตั้งอยู่ด้านบน บรรจุตอรกรีตที่เพิ่งผสมเสร็จใหม่ ๆ ลงในกรวยประมาณ ½  ของปริมาตรทั้งหมด แล้วกระทุ้งให้ทั่ว 25 ครั้ง หลังจากนั้นก็เติมคอนกรีตให้เต็มและกระทุ้งแบบเดียวกันอีก 25 ครั้ง
  3. ปาดหน้าคอนกรีตให้เรียบด้วยเกรียง คอนกรีตที่เกินออกมาจากแบรูปกรวยตัดให้นำออกจากจานให้หมด ทำความสาดบริเวณจานรอบ ๆ แบบรูปกรวยตัดให้สะอาด
  4. จากนั้นค่อย ๆ ยกกรวยออก คอนกรีตจะยุบตัวลงเล็กน้อย แล้วหมุนที่หมุนให้โต๊ะการไหลแผ่มาตรฐาน ให้ขึ้นและปล่อยให้ตกลงเป็นระยะ 12.7 มม. โดยจะต้องยกขึ้น-ลง เป็นจำนวน 15 ครั้ง ภายใน 15 วินาที ด้วยอัตราที่สม่ำเสมอทำให้คอนกรีตสดแผ่กระจายออกไปรอบด้าน วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของคอนกรีตที่แผ่กระจายออกโดยเฉลี่ยจำนวน 6 ครั้ง
  5. คำนวณหาค่าการไหลแผ่

กดที่ภาพสามารถดู VDO การทดสอบได้

 

ตารางบันทึกผลการทดลอง

- การทดสบหาค่าการยุบตัวของคอนกรีต

  • ปฏิภาคส่วนผสม………..  :  ………….  :  ……………… โดย………………………
  • ชนิดของซีเมนต์…………………………………………………………………………
  • ชนิดและแหล่งของมวลรวมละเอียด……………………………………………………
  • ชนิดและแหล่งของมวลรวมหยาบ…………………………..ขนาดที่ใหญ่ที่สุด……….
  • อัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์……………………….โดย…………………………………….
  • น้ำหนักปูนซีเมนต์, กก. ………………………………………………………………...
  • น้ำหนักมวลรวมละเอียด, กก. …………………………………………………………
  • น้ำหนักมวลรวมหยาบ, กก. ……………………………………………………………
  • น้ำหนักน้ำ, กก. ………………………………………………………………………..

หมายเหตุ :   …………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………

 

- การทดสอบหาค่าการไหลแผ่ของคอนกรีต

  • ปฏิภาคส่วนผสม………..  :  ………….  :  ……………… โดย………………………
  • ชนิดของซีเมนต์…………………………………………………………………………
  • ชนิดและแหล่งของมวลรวมละเอียด……………………………………………………
  • ชนิดและแหล่งของมวลรวมหยาบ…………………………..ขนาดที่ใหญ่ที่สุด……….
  • อัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์……………………….โดย…………………………………….
  • น้ำหนักปูนซีเมนต์, กก. ………………………………………………………………...
  • น้ำหนักมวลรวมละเอียด, กก. …………………………………………………………
  • น้ำหนักมวลรวมหยาบ, กก. ……………………………………………………………
  • น้ำหนักน้ำ, กก. ………………………………………………………………………..

หมายเหตุ :   …………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………