Civil Engineering CMU

ความหวังที่เป็นจริง

ท้าวความเดิม

หลังจากผู้เขียนกลับจากการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.2502 แล้ว อีก 2 ปีต่อมาก็จบการศึกษาได้รับปริญญามหาบัณฑิตสาขาแหล่งน้ำจาก SEATO และได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ฝ่ายไทยร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นอันได้แก่ (1) อาจารย์อุทัย  วุฒิกุล - อดีตอธิบดีกรมทางหลวง (2) ศาสตราจารย์อรุณ  สรเทศน์ - จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (3) ศาสตราจารย์ ดร.ชัย  มุกตพันธ์ - จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ (4) อาจารย์ ดร.รชฎ  กาญจนวนิช ไปร่วมช่วยสอนในสถาบันดังกล่าวโดยผู้เขียนเป็นอาจารย์สังกัดบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ สปอ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในตำแหน่ง TA (Teaching Assistant) สาขาชลศาสตร์ จวบจนประมาณต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2513  ผมจึงได้รับแจ้งให้ไปรายงานตัวเป็นอาจารย์ประจำที่คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยด่วน  ดังที่ได้แสดงความจำนงไว้

การเดินทางไปสู่เชียงใหม่ครั้งที่ 2

ผมออกเดินทางจากสถานีรถไฟสามเสน  กรุงเทพฯ ในทันที โดยมุ่งสู่เชียงใหม่ เมื่อตอนเย็นวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2513 กับขบวนรถไฟด่วนกรุงเทพฯ –เชียงใหม่  พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดย่อมเพียงใบเดียว

อ.สุธรรม  ยุตบุตร  เลขานุการคณะฯ ซึ่งเป็นรุ่นน้องผมประมาณ 5 ปี  กรุณาเอารถส่วนตัวมารับ  แล้วพาผมไปยังที่พัก  คือแฟลตสุเทพสีชมพูหลังที่ 1 ตรงข้ามกับที่ทำการภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม  (ซึ่งผมได้อาศัยอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2534 ก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียง 5 ปี) ตอนเย็นอาจารย์ยังกรุณาพาผมไปรู้จักกับครอบครัว  และเลี้ยงอาหาร (เหนือ-ของเชียงใหม่) เย็นเป็นมื้อแรกอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนขอขอบใจในน้ำใจของท่านเป็นอย่างสูง รุ่งขึ้นเดินจากหอพัก (หรือflat) ไปรายงานตัวต่อท่านคณบดี (อ.สุพจน์ ตียาภรณ์) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ที่ทำการซึ่งเป็นห้องพัก 3 คูหาชั้นล่างของตึกคณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบันทางด้านทิศเหนือติดกับตึกธนาคารไทยพาณิชย์สาขา มช และได้รับมองหมายให้สอนวิชา Drawing 2 (Descriptive Geometry) ซึ่งเป็นวิชาเก่าที่ผู้เขียนเรียนมาแล้วกว่า 10 ปี แต่จาการเข้าเตรียมตัวการสอนจากตำราในห้องสมุดและได้พบกับลูกศิษย์ GEAR ทั้ง 48 คน การเรียนการสอนก็ดำเนินไปได้ด้วยดี โดย อ.สุธรรม สอนในวิชา Materials of Construction ส่วน อ.สุพจน์ และ ดร.ถวัลย์วงศ์  ยังไม่มีภาระงานสอนในภาคการศึกษาที่ 2 นี้

นอกจากนั้นผู้เขียนได้พบกับทีมงานผู้ช่วยสาย ข และ ค อีก 2-3 คน ซึ่งมีโต๊ะทำงานอยู่ภายในห้องใหญ่เดียวกัน  ต่อมาไม่นานก็มีอาจารย์ใหม่เข้ามาสมทบอีกหลายคนคือ อ.คำนึง วัฒนคุณ (โยธา) อ.ปราโมทย์  ฤทธิปรีดานันท์ (โยธา) อ.โกมล  ศักดิ์ศรี (โยธา) อ.สมคิด สลัดยะนันท์ (เครื่องกล) และ อ.สุพร คุตตะเทพ (โยธา) รวมเป็นอาจารย์ของคณะฯทั้งสิ้น 8 คน ต่อลูกศิษย์ 48 คน

วิกฤติการณ์ครั้งสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตายของพวกเราชาววิศวฯ

พอมาถึงระยะนี้ ผู้กว้างขวางจาก 2-3 คณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มก่อเรื่องวิวาทและกะจะกำจัดนักศึกษาพวกเราทั้ง 48 คน ซึ่งขณะนั้นพักและเรียนที่หอพักชายอาคาร 1 (อาคารคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบัน) เปรียบเสมือนบ้านของพวกเขา ผู้เขียนพร้อมทั้งอาจารย์ใหม่อีก 3 คนได้ข่าวแว่วๆมาว่า จบจากการแข่งขันรักบี้ระหว่างคณะวิศวะฯกับคณะคู่กรณีแล้ว พวกเราจะถูกรุมทำร้าย พอแข่งขันเสร็จ นศ.ทั้งหมดจึงรีบกลับเข้าหอพัก โดยมีนศ.คู่กรณีไล่ตามมา อาจารย์ทั้ง 4 คนที่อยู่บริเวณประตูรั้วจึงรีบปิดประตูไว้ทันทีโดยมีนศ.ทั้งหมดถืออาวุธ (ส่วนมากเป็นไม้) คอยคุมเชิงอยู่ ถ้านศ.เหล่านั้นบุกเข้ามาคงได้สู้กันแหลกถึงเลือดตกยางออกเป็นแน่ สำหรับนศ.คู่กรณีมีอาจารย์คุมขบวนมาด้วย แต่กลับเพิกเฉยไม่ได้เข้าห้ามปรามแต่อย่างใด  ส่วนผู้บริหารสูงสุดของทั้งสองคณะต่างหายหัวกันโดยไม่ได้เข้ามาห้ามศึกแม้แต่คนเดียว ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มเศษนศ.คู่กรณีผู้กว้างขวางเห็นว่าการปิดประตูตีแมวในครั้งนี้คงไม่เป็นผลจึงค่อยๆกลับไปจนหมด อาจารย์ของเราท่านหนึ่งมีภรรยาเป็นเจ้าของร้านข้าวแกงแถบถนนท่าแพจึงสั่งให้คนของเราขับรถไปเอา-kpข้าวแกง เพื่อมาประทังความหิวแก่พวกเราทุกคน (อาจารย์ 4 + นศ. 48 คน) จากเหตุการณ์ในครั้งนี้เห็นว่า ถ้าอาจารย์ของเราไม่สามารถห้ามทัพได้ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อสวัสดิภาพของพวกเราทั้ง 52 คนเลย  แต่ะเดชะบุญอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเชียงใหม่ได้ช่วยให้ทุกสิ่งอยู่รอดปลอดภัยโดยผู้คิดร้ายต้องพ่ายแพ้ภัยตัวเองกลับไป

ความอาฆาตบาดหมางระหว่างคณะฯยังคงเข้มข้นอีกต่อไป

ภายหลังเหตุการณ์ในคืนนี้ นศ. GEAR1 ต้องระวังตัวกันแจ แต่ความอาฆาตบาดหมางระหว่างนศ.คณะอื่นกับคณะวิศวะฯของเรายังไม่สงบลง แต่เมื่อนศ.มีการกระทำผิดบ่อยเข้าและมีผู้ร่วมก่อการวิวาทกับหัวโจกของแต่ละฝ่ายถูกลงโทษอย่างจริงจังจากคณะกรรมการกิจการนักศึกษา(ปกครอง) ของมหาวิทยาลัยฯนับตั้งแต่โทษให้พ้นสภาพนักศึกษาที่หนักที่สุด ลงมาจนถึงการให้พักการเรียน มากน้อยตามแต่โทษานุโทษ ทั้งสองฝ่ายรวมกันแล้วหลายราย ทำให้เหตุการณ์ต่างๆค่อยดีขึ้นตามลำดับ กว่าจะกลับคืนสภาวะปกติได้ต้องใช้เวลานานหลายปีทีเดียว

เมื่อการทะเลาะวิวาทบาดหมางของนักศึกษาสิ้นสุดลง ทำให้ภาพพจน์ของมหาวิทยาลัยกลับคืนสู่สภาพที่ดีดังเดิม  นับเป็นบทเรียนที่ดีว่าจะไม่ให้เรื่องร้ายกลับคืนมาอีกในอนาคต

ความเป็นอยู่ของอาจารย์และนักศึกษาภายใต้ความกดดันจากสิ่งต่าง ๆ รอบด้านในช่วงวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจ

หลังจากเหตุวิกฤติเกิดขึ้นกับนักศึกษา GEAR 1 (รหัส 136...) แล้วเราก็มีนักศึกษาน้องใหม่ GEAR2 (รหัส 146...) และ GEAR3(รหัส 156...) เข้ามาสมทบในปีต่อ ๆ มา เช่นเดียวกันจำนวนอาจารย์ และบุคลากรสาย ข. และสาย ค. ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประมาณหลายปีต่อมา ในพ.ศ. 2515 คณะวิศวฯ ก็ได้รับงบประมาณ ให้สร้างอาคารเรียน ตึกอำนวยการคู่กับห้องสมุดและ Workshop รวม 4 หลังในที่ปัจจุบัน และเปิดใช้งานได้ประมาณปลายปี พ.ศ.2516 ซึ่งนักศึกษารุ่นแรกทยอยกันจบการศึกษา และได้รับพระราชทานปริญญา  วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วศ.บ) (หรือ  Bachelor of Engineering (B.Eng.)) ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและนอกประเทศ (ตามหลักสูตรที่ก.พ.รับรอง) ทุกประการ

ณ บัดนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ของคณะวิศวฯค่อยย้ายจากเดิม และเกิดขึ้นใหม่ภายในเขตรั้วบ้านใหม่ของเราอย่างเต็มภาคภูมิ

ถึงกระนั้นก็ตามความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อเดือน 16 ต.ค. 2519  ติดตามมาด้วยวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ  เกี่ยวกับการผลิตและราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงจากกลุ่มผู้ผลิตในประเทศตะวันออกกลางซึ่งมีซาอุดิอาระเบียเป็นแกนนำเมื่อปี 20 ถึง 23 ส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของโลกด้วย  สำหรับประเทศไทยทางรัฐบาลร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยต้องหามาตรการแทบทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  จนในที่สุดถึงต้องลดค่าเงินบาทลงในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว และส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน  การคลัง ของประเทศเป็นอย่างมาก งบประมาณทางด้านสิ่งก่อสร้าง  วัสดุ  ครุภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้องถูกตัดทอนลง  จนงบประมาณที่เหลืออยู่มิอาจดำเนินการให้ลุล่วงไปได้  เพราะทุกอย่างมีราคาแพงขึ้นอย่างมากมาย สำหรับการดำเนินงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งทางบริหาร การเงิน วิชาการ โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคลด้านอาจารย์ และการผลิตบัณฑิตในสาขาต่าง ๆ ต้องได้รับผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

วิกฤติทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2514 ถึง 2523 รวม 10 ปี มีความรุนแรง และส่งผลต่อความเจริญเติบโต  และความมั่นคงต่อประเทศเราเป็นอย่างมาก

ผู้เขียนใคร่ขอยกเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องพิชิตตะวันตก (How the West Was Won) เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มก่อตั้งประเทศใหม่ ๆ ในสมัยประธานาธิบดี  George Washington ในครั้งนั้นชนอเมริกันผิวขาวซึ่งเพิ่งก่อร่างสร้างประเทศต้องผจญกับคนผิวดำซึ่งเป็นทาสทางรัฐตอนใต้เช่น Alabama, Arkansas, Louisiana และ Mississippi เป็นต้น และการแผ่อิทธิพลและบุกรุกของชนผิวขาวไปทำเหมืองทองในรัฐแถบตะวันตก เช่น Utah, Arizona, Nevada, New Mexico และ California ต้องทำสงคามและรบราฆ่าฟันกับชาวอินเดียนแดง (American  Indians) เจ้าของถิ่น เป็นเวลาอีกหลายสิบปีกว่าความสงบจะกลับคืนมาจนทำให้พื้นที่ดังกล่าวเจริญเติบโตและพัฒนาต่อไปได้ ฉันใดก็ดีการที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ของเราสามารถผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวมาได้ตลอดรอดฝั่งนั้น  ผู้เขียนขอชื่นชมในพลังอำนาจสามัคคี  ตลอดจนความเป็นนักสู้ของพวกเราชาววิศวฯ ทุกคน  นับตั้งแต่ผู้บริหาร  คณาจารย์สาย ก. ข้าราชการสายข. และ ค. ร่วมทั้งนักศึกษาทุกคนด้วย  อันนี้เป็นชัยชนะของการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของประวัติคณะวิศวกรรมศาสตร์  จนได้รับความสำเร็จ  และเจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด และต่อเนื่อง 

ตามความเห็นของผู้เขียน  คำขวัญ SOTUS ของพวกเราชาววิศวฯทุกคน  นับตั้งแต่รุ่นครูบาอาจารย์  เรื่อยลงมาจนถึงรุ่งลูกศิษย์ทุกยุคทุกสมัย  อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ  ความเจริญ  และความก้าวหน้าของคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในทุก  ๆ ด้าน  นับเป็นสิ่งที่ดีงามซึ่งคณะอื่นไม่มี จากการถือกำเนิดของคณะวิศวฯ มช. มาตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน  พ.ศ. 2513 จนถึงปีนี้ (พ.ศ.2555) กว่า 42 ปี กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จและความก้าวหน้าด้วยดี ถ้าเป็นคนวัย 42 ปี ของอายุนับเป็นวัยทำงานที่มีพลังตลอดจนศักยภาพเป็นอย่างสูง

มุมมองต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ต่อไปในภายภาคหน้า

ผู้เขียนนับว่าโชคดีที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้ง  และถือกำเนิดของคณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาตั้งแต่เริ่มแรก  ในฐานะทั้งการเป็นอาจารย์ และผู้บริหาร(ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) มาตลอดระยะเวลา 42 ปี (พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ.2555) สืบทอดมาถึง 3 ช่วง คือ 1. รุ่นแรก(ผู้บุกเบิก) 2. รุ่นสืบทอด(นับเป็นรุ่นน้องหรือลูกศิษย์) 3. รุ่นปัจจุบัน(เทียบได้กับรุ่นลูกหรือหลาน) ได้เห็นความเจริญเติบโตก้าวหน้าในทุก ๆ ด้านอย่างน่าพอใจ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศไทย  ถือกำหนดเนิดมาตั้งแต่ประมาณปี 2450 กว่า ๆ ที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน(ตอนปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5) แล้วพัฒนาต่อมาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(ในตอนต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6) กว่าจะมีมหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์  ซึ่งเปิดสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์  เป็นแห่งที่สองก็ราวต้นปี 2480 และทิ้งช่วงห่างจากเริ่มแรกไปประมาณ 30  ปี การสถาปนาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปี 2507 ก็ให้กำเนิดคณะวิศวกรรมศาสตร์เพิ่มขึ้นอีก 3 แห่งในเวลา 27ปีต่อมา

มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เปิดสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ทันพร้อมกับการเปิดของมหาวิทยาลัยทั้งสอง  ซึ่งเป็นไปตามแผน

ส่วนตามแผนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จะเริ่มเปิดคณะวิศวกรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. 2513 แต่เนื่องมาจากการเตรียมตัวทุกอย่างล่วงหน้าไว้ไม่ดี  ทั้งด้านงบประมาณ  อัตรากำลังของผู้ปฏิบัติงาน  สวัสดิการด้านต่าง ๆ ที่ควรจะมีให้  ตลอดจนขวัญกำลังใจในการทำงานฯ และอยู่ใกล้ชิดกับวิกฤติการเมือง  วิกฤติเศรษฐกิจมาก  ทำให้เรารอดผ่านจุดอันตรายมาได้อย่างน่าหวาดเสียวทีเดียว

บัดนี้ผ่านพ้นจากจุดก่อกำเนิดมาได้ 42 ปี  ทัพหน้าของเรา (คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช.) อยู่ในฐานะดีเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง  แต่ทัพหนุน(สมาคมนักศึกษาเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. และสมาชิกนักศึกษาเก่า)ทั้งหลายซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 10,000 คน ) นั้นมีพลังมาก โดยเฉพาะสถานะทางการงาน และการเงิน แต่ยังขาดการเชื่อมโยงหรือประสานงานกันที่ดีต่อกัน  เราจึงเดินไปได้ไม่ถึงจุดสูงสุดที่น่าจะเป็น

ผู้เขียนในฐานะผู้ดูแลอยู่ภายนอกจึงขอให้ทางคณะฯให้ความสำคัญ  และร่วมมือร่วมใจกับพี่ๆน้องๆ ของเราข้างนอกดีกว่านี้  ทุกอย่างสำเร็จลงได้ด้วยสามัคคี

รศ.พิชัย  บุณยะกาญจน

6  กรกฎาคม  2555